วันเสาร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2561


บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 2

วันพุธที่ 24 มกราคม 2561

เนื้อหาการเรียนการสอน



              วันนี้เป็นการเรียนสัปดาห์ที่ 2 ของรายวิชาการบริหารจัดการสถานศึกษาปฐมวัย บรรยากาศภายในห้องเรียนครึ้กครื้นมาก ก่อนจะเข้าเนื้อหาการเรียนการสอนอาจารย์ก็ได้พูดคุยกับนักศึกเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาในขณะที่รอเพื่อนๆมาครบ หลังจากที่เพื่อนๆมาครบแล้วอาจารย์ก็มีคำถามให้นักศึกษาได้ตอบไปพร้อมๆกันก่อนที่จะเข้าสู้เนื้อหาการเรียนของวันนี้


หลังจากนั้นอาจารย์ก็ให้ส่งทฤษฎี 2 ทฤษฎี ที่อาจารย์ให้ไปหาข้อมูลเพื่อที่จะได้เรียนรู้ข้อมูลก่อนว่ามีทฤษฎีไหนบ้างที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร

  


การบริหารจัดการสถานศึกษาระดับปฐมวัย

ความหมายและความสำคัญของการบริหารสถานศึกษา  (การบริหารคืออะไร)

ความหมายของการบริหารการศึกษา ( Education Administration )
การบริหารการศึกษา แยกออกเป็น 2 คำ คือ การบริหาร และ การศึกษา ความหมายของ “การบริหาร” มีผู้ให้ความหมายไว้หลากหลาย ทั้งคล้ายๆกันและแตกต่างกัน คือ
     * การบริหาร คือ ศิลปะของการทำงานให้สำเร็จโดยใช้บุคคลอื่น
     * การบริหาร คือ การทำงานของคณะบุคคล ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ที่ร่วมกันปฏิบัติการให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน
     * การบริหาร คือ การที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปร่วมกันทำงาน เพื่อจุดประสงค์อย่างเดียวกัน
     ** จากความหมายของ “การบริหาร” พอสรุปได้ว่า “การดำเนินงานของกลุ่มบุคคลเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ที่วางไว้”* การศึกษา คือ ความเจริญงอกงาม ทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา
* การศึกษา คือ การสร้างเสริมประสบการณ์ให้ชีวิต
* การศึกษา คือ เครื่องมือที่ทำให้เกิดความเจริญงอกงามทุกทางในตัวบุคคล
** จากความหมายของ “การศึกษา” ข้างบนนี้พอสรุปได้ว่า “การพัฒนาคนให้มีคุณภาพ ทั้งความรู้ ความคิด ความสามารถ และความเป็นคนดี”

พัฒนาการของทฤษฏีทางการบริหาร
- ทฤษฏีเชิงระบบ
- ทฤษฏีการบริหารตามสถานการณ์
- ทัศนะที่เกิดขึ้นใหม่

ความหมายของการบริหารการศึกษา ( Education Administration )
             ส่วนความหมายของ “การศึกษา” มีผู้ให้ความหมายไว้คล้ายๆกัน ดังนี้เมื่อนำความหมายของ “การบริหาร” มารวมกับความหมายของ “การศึกษา” ก็จะได้ความหมายของ                                                                                        “การบริหารการศึกษา”    ว่า
“การดำเนินงานของกลุ่มบุคคล เพื่อพัฒนาคนให้มีคุณภาพ ทั้งความรู้ ความคิด ความสามารถ และความเป็นคนดี”

ความหมายของการบริหารสถานศึกษา

           วีรชัย  วรรณศรี (2545) การบริหารสถานศึกษา หมายถึง กระบวนการต่างๆ ในการดำเนินงานของกลุ่มบุคคล เพื่อให้บริการทางการศึกษาแก่สมาชิกในสังคมให้บรรลุตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้วิโรจน์  สารัตนะ (2546) กล่าวว่า การการบริหารเป็นกระบวนการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุจุดหมายขององค์กร โดยอาศัยหน้าที่ทางการบริหารที่สำคัญประกอบด้วย การวางแผน (Planning) การจัดองค์กร (Organizing) การนำ (Leading) และการควบคุม(Controlling)เฉลิมชัย  สมท่า (2547)  กล่าวว่าการบริหารโรงเรียนเป็นกิจกรรมทางการศึกษาที่จะต้องทำอย่างเป็นระบบเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

ความสำคัญของศิลปะสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย
         สรุปได้ว่า การบริหารสถานศึกษา หมายถึง ผู้ที่ทำหน้าที่หัวหน้าหรือผู้นำดำเนินงานเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายขององค์กร โดยใช้กระบวนการบริหารกลุ่มบุคคล กระบวนการต่างๆ ในการดำเนินงานของกลุ่มบุคคลให้เปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำใหม่ เป็นผู้นำทางความคิด การแก้ปัญหา การตัดสินใจ การสร้างแรงจูงใจและจัดสรรการใช้ทรัพยากรต่างๆ ให้เป็นกลุ่มงานที่สัมพันธ์กันอย่างดี มีกลังคนที่มีความสามารถพร้อมสร้างบุคลากรให้ทำงานได้อย่างถูกต้องเพื่อให้บุคลากรร่วมมือกันพัฒนาคุณภาพของงานภายในสถานศึกษาและให้บริการทางการศึกษาแก่สมาชิกของสังคม

ความสำคัญของการบริหารสถานศึกษา
              จันทรานี  สงวนนาม (2545) กล่าวว่า เพื่อความอยู่ไม่สามารถใช้หลักเกณฑ์กำหนดบริหารองค์กร จะช่วยให้องค์กรสามารถกำหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมายของงานบุคลากรตลอดจนการดำเนินงานได้อย่างเหมาะสมนงลักษณ์  วิรัชชัย (2545) กล่าวว่า การปฏิรูปสถานศึกษาจะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อผู้บริหารผู้บริหารมีคุณลักษณะต่อไปนี้ คือ มีความสามารถทางการบริหารตลอดจนการดำเนินงานได้อย่างเหมาะสมMckinson (2550) กล่าวว่า มนุษย์เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการบริหาร ถึงแม้ว่าคุณค่าของมนุษย์จะเป็นสิ่งจับต้องไม่ได้และไม่สามารถใช้หลักเกณฑ์กำหนดคุณค่าเช่นเดียวกับวัตถุหรือสินค้าอื่นใด แต่ก็ยังถือว่ามนุษย์เป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่มีค่าและมีเกียรติสูงสุดสรุปได้ว่า การบริหารสถานศึกษาหรือการบริหารองค์กร  สิ่งที่ต้องตระหนักหรือให้ความสำคัญ คือการบริหารงานบุคคล เพราะบุคคลเป็นทรัพยากรที่มีค่าในองค์กร ที่สามารถพัฒนาศักยภาพได้ไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งจะทำให้องค์กรสามารถดำเนินกิจการต่างๆ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้ ช่วยให้บุคคลที่ปฏิบัติงานในองค์กรมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน เกิดความจงรักภักดีต่อองค์กรที่ปฏิบัติงาน เสริมสร้างความมั่นคงแก่สังคมและประเทศชาติ นั้นหมายถึงผู้บริหารจะต้องมีความรู้เรื่องการบริหารเป็นอย่างดี

หลักการ แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสถานศึกษา
-    หลักการบริหารงานบุคคล            
           สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2545)  ให้แนวคิดในการบริหารและการจัดการที่ดี เพื่อมาปรับใช้ในบริบทขององค์กรทางการศึกษา ในประเด็กดังนี้1. การกำหนดจุดหมาย ผลที่คาดหวัง หรือภาพความสำเร็จของการบริหารและการจัดการที่ดี (Goal       / Expected / Output)2. กระบวนการบริหารและการจัดการที่ดี (Process)3. ทรัพยากรในการบริหารจัดการที่ดี (Input / Resource)4. ระบบควบคุม (Feedback / Control System)5. ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการบริหารและการจัดการที่ขอบข่ายของการบริหาร                กระทรวงศึกษาธิการ (2546) ได้กำหนดขอบข่ายภาระงานในการบริหารงานบุคคลไว้ประกอบด้วย 5 งาน ได้แก่
1. การวางแผนอัตรากำลังและการกำหนดตำแหน่ง2. การสรรหาและการบรรจุแต่งตั้ง3. การเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ4. วินัยและการรักษาวินัย5. การออกจากราชการขอบข่ายของการบริหาร           
         สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2545) ได้กำหนดขอบข่ายการบริหารงานบุคคลไว้ประกอบด้วย 6 งาน ได้แก่
1. การวางแผนกำลังคน
2. การสรรหา
3. การบรรจุแต่งตั้ง
4. การพัฒนา
5. การธำรงรักษา
6. การให้พ้นจากงาน             
            สรุปได้ว่าขอบข่ายของการปฏิบัติงานของสถานศึกษาในการบริหารงานบุคคลนั้นมีภาระงานที่สำคัญๆ ที่สถานศึกษาควรปฏิบัติ ประกอบด้วย            
 1. การวางแผนอัตรากำลังและกำหนดตำแหน่ง โดยมีการวิเคราะห์ภารกิจและประเมินสภาพความต้องการกำลังคน กับภารกิจของสถานศึกษามีการจัดทำภาระงานสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และแจ้งภาระงาน มาตรฐานคุณภาพงาน มาตรฐานวิชาชีพ จรรยาบรรณวิชาชีพ เกณฑ์ประเมินผลงานแก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาก่อนมีการมอบหมายหน้าที่ให้ปฏิบัติงาน           
  2. การสรรหาและบรรจุแต่งตั้ง โดยมีการดำเนินการสอบแข่งขัน สอบคัดเลือกและคัดเลือกในกรณีจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษในตำแหน่งครูผู้ช่วย    ครูและบุคลากรทางการศึกษาอื่นในสถานศึกษา

การบริหารเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์  (Science and arts)                                                                              
•   เป็น ศาสตร์ เพราะ มีหลักการ กฎเกณฑ์ และทฤษฏีที่เชื่อถือได้ เกิดจากการศึกษาค้นคว้าเชิงวิทยาสาสตร์•           เป็น ศิลป์ เพราะต้องทำงานกับคน ต้องเลือกใช้วิธีการให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ต้องฝึกให้ชำนาญ จึงต้องประยุกต์ใช้อย่างมีศิลป์

ทฤษฏีที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการสถานศึกษาความหมายของทฤษฏี
•   กลุ่มของข้อเสนอ หรือ ของมโนทัศน์ที่สัมพันธ์เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน
•   เป็นข้อสรุปอย่างกว้างๆ ทั่วไปที่พรรณนาและอธิบายถึงพฤติกรรมละปรากฏการณ์อย่างเป็นระบบ

ความจำเป็นในการศึกษาทฤษฏี
• ทฤษฏีเป็นพื้นฐานของการกำหนดสมมติฐานเพื่อทดสอบปรากฏการณ์ที่สังเกตได้ ในเมื่อทฤษฏีอยู่บนพื้นฐานของตรรกวิทยา มีเหตุผลแม่นยำ ถูกต้องแล้ว การปฏิบัติก็จะมีเหตุผลและถูกต้องเช่นเดียวกัน• ทฤษฏีเป็นจุดเริ่มต้นของการวิจัย โดยกำหนดทิศทางของการวิจัย


ทัศนะดั้งเดิม (Classical viewpoint)
•  การบริหารเชิงวิทยาศาสตร์
•  การจัดการเชิงบริหาร
•  การบริหารแบบราชการ

1.การบริหารเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific management)      
          Frederick. W. Taylor (เทเลอร์) บิดาแห่งการบริหารเชิงวิทยาศาสตร์ ได้เสนอ หลัก 4 ประการ                
1. ใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์ มีการแยกวิเคราะห์งาน                
2. มีการวางแผนการทำงาน                
3. คัดเลือกคนทำงาน                
4. ใช้หลักการแบ่งงานกันทำระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายปฏิบัติ

2.ทฤษฏีการจัดการเชิงบริหาร (Administration management)
•  Henry Fayol : หลักการบริหาร 14 หลักการ และขั้นตอนการบริการ POCCC
•  Chester Barnard : ทฤษฏีการยอมรับอำนาจหน้าที่
•  Luther Gulick : ใช้หลักการของ Fayol    โดยใช้คำย่อว่า POSDCoRB ซึ่งเป็นหน้าที่ 7 ประการ

2.ทฤษฏีการบริหารแบบราชการ (Bureaucratic management)
•  Max Weber พัฒนาหลักการจัดการแบบราชการ                 
1. มีกฎระเบียบข้อบังคับเพื่อควบคุมการตัดสินใจ                
2. ความไม่เป็นส่วนตัว                
3. แบ่งงานกันทำตามความถนัด ความชำนาญเฉพาะทาง                
4. มีโครงสร้างการบังคับบัญชา                
5. ความเป็นอาชีพที่มั่นคง                
6. มีอำนาจหน้าที่ในการตัดสินใจ โดยมีกฎระเบียบรองรับ                
7. ความเป็นเหตุเป็นผล

ข้อเสียของระบบราชการ.......
•   ระเบียบปฏิบัติที่เคร่งครัดเกินไป ไม่ยืดหยุ่นทำให้งานล่าช้า ไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์
•   การรวมศูนย์อำนาจ ทำให้ตัดสินใจล่าช้า ไม่ทันเหตุการณ์และเทคโนโลยี
•   การมีสายการบังคับบัญชา ทำให้เกิดการชิงดีชิงเด่น ประจบประแจง
•   การแบ่งงานตามความถนัดเป็นกลุ่ม ทำให้เกิดการสร้างอาณาจักร

ทั้ง 3 ทฤษฏี มีความเหมือนและแตกต่างกันอย่างไร  

ความเหมือน
1. ด้านโครงสร้าง เน้นการแบ่งงานกันทำ การมีสายการบังคับบัญชา กำหนดหน้าที่ของการบริหาร เน้นหลักการ             
2. ด้านผู้ปฏิบัติ เหมือนเครื่องจักร เน้นสิ่งจูงใจด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงในงาน ความต้องปรับตัวเข้ากับงาน             
3. ด้านผู้นำ ให้ความสำคัญกับบทบาทผู้นำ เอกภาพ ระบบคุณธรรม เป้าหมายองค์กรสำคัญกว่าบุคคล             
4. ด้านการตัดสินใจ เน้นความเป็นเหตุผล ประสิทธิภาพ กำไร   

ความต่าง
Taylor : กำหนดวิธีการทำงานที่ดีที่สุด The one best wayFayol   : เน้นหลักการ 14 หลักการWeber   : เน้นระเบียบข้อบังคับ มีเกณฑ์ประเมินผล

ทัศนะเชิงพฤติกรรม (Behavioral viewpoint)
•  ทฤษฏีพฤติกรรมระยะเริ่มแรก
•   การศึกษาที่ฮอว์ธอร์น
•   ความเคลื่อนไหวเชิงมนุษยสัมพันธ์
•   หลักพฤติกรรมศาสตร์

ทฤษฏีพฤติกรรมระยะเริ่มแรก  (Early behavioral theories)
•  Hugo Munsterberg บิดาแห่งจิตวิทยาอุตสาหกรรม  ใช้หลักจิตวิทยาในการจำแนกคนงานให้เหมาะสมกับงาน
•  Mary Parker Follett นักปรัชญาแห่งเสรีภาพของบุคคล เน้นสภาพแวดล้อมในการทำงานและการมีส่วนร่วม

2. การศึกษาที่ฮอว์ธอร์น (Hawthorne studies)
•   การทดลองของบริษัท เวสเทิร์น อิเล็กทริก ที่เมืองฮอว์ธร์น เพื่อศึกษาเกี่ยวกับผลของแสงไฟต่อประสิทธิภาพในการทำงาน
•   ในช่วงท้ายของการทดลอง Elton Mayo ร่วมทำการทดลอง สรุปข้อค้นพบว่า          
- เงินไม่ใช้สิ่งจูงใจสำคัญเพียงอย่างเดียว          
- กลุ่มไม่เป็นทางการมีอิทธิพลต่อองค์การ

 3. การเคลื่อนไหวเชิงมนุษยสัมพันธ์  (Human relation movement)
•   Abraham Maslow :  มาสโลว์   ทฤษฏีลำดับขั้นความต้องการ
•   Douglas McGregor : แมคเกรเกอร์   ทฤษฏี X และทฤษฏี Y

ทฤษฏี X และทฤษฏี Y
- เป็นสมมติฐานเกี่ยวกับทัศนะเกี่ยวกับผู้บริหารที่มีต่อคนงาน
- ทัศนะของผู้บริหารจะส่งผลต่อพฤติกรรมการบริหารงานของเขาด้วย
- เขาเห็นว่า องค์การแบบเดิม (รวมศูนย์ สื่อสารบนลงล่าง) ไม่ช่วยให้เกิดผลผลิต แต่สะท้อนธรรมชาติของมนุษย์ เรียกว่าทฤษฏี X
- ทฤษฏี X มองว่าคนไม่ชอบทำงาน เลี่ยงความรับผิดชอบ
- ไม่ทะเยอทะยาน ชอบให้สั่งการ ต้องใช้เงินจูงใจ ต้องควบคุมมาก
- ทฤษฏี Y มองว่า คนจะให้ความร่วมมือถ้าพอใจในสภาวะการทำงาน
- คนขยันไว้ใจได้ ควบคุมตนเองได้ มีความคิดริเริ่มในการทำงาน ถ้าได้รับการจูงใจที่ถูกต้องจากเพื่อนร่วมงาน
- คนจะพัฒนาตนเองอยู่เสมอ

4. หลักพฤติกรรมศาสตร์  (Behavioral science approach)
• เป็นการนำผลการวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาทฤษฏีเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ จากศาสตร์ สาขาต่างๆ เมื่อ
• นำไปทดสอบแล้วจะเสนอให้นักบริหารนำไปใช้ เช่น ทฤษฏีการตั้งเป้าหมาย ของ Locke 

ทัศนะเชิงปริมาณ (Quantitative viewpoint)
- การบริหารศาสตร์- การบริหารปฏิบัติการ - ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร

1.การบริหารศาสตร์ (Management science)
•  มุ่งเพิ่มความมีประสิทธิผลในการตัดสินใจจากการใช้ตัวแบบคณิตศาสตร์และวิธีการเชิงสิติ ซึ่งแพร่หลายได้รวดเร็วเนื่องจากความก้าวหน้าทางคอมพิวเตอร์ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างซับซ้อนมากขึ้น 

2. การบริหารปฏิบัติการ (Operation management)
•  ยึดหลักการบริหารกระบวนการผลิตและให้บริการ
•  กำหนดตารางการทำงาน
•  วางแผนการผลิต
•  การออกแบบอาคารสถานที่ การประกันคุณภาพ
•  การใช้เทคนิคเครื่องมือต่างๆ เช่น เทคนิคการทำนายอนาคต
•  การวิเคราะห์รายการ ตัวแบบเครือข่ายการทำงาน การวางแผน และควบคุมโครงการ

3. ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร (management Information System)
สารสนเทศบริหารศาสตร์ MIS เน้นการนำเอาระบบข้อมูลสารสนเทศโดยอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้ในการบริหาร (Computer based information system : CBISs) 

ทัศนะร่วมสมัย (Contemporary viewpoint)
1. ทฤษฏีเชิงระบบ (System theory)ระบบแบ่งออกเป็น 
2 ลักษณะ คือ ระบบเปิดและระบบปิด ระบบเปิดและระบบปิดไม่ได้แยกออกจากกัน                             มีลักษณะอยู่ 9 ประการ             
- มีปัจจัยป้อนเข้าจากภายนอก             
- มีกระบวนการที่ก่อให้เกิดผลผลิต             
- ปัจจัยป้อนออกเป็นผลผลิตหรือบริการ             
- มีวงจรต่อเนื่อง            
 - มีการต่อต้านแนวโน้มสู่ความเสื่อมของระบบ             
- ข้อมูลย้อนกลับเพื่อการปรับตัว             
- มีแนวโน้มสู่ความสมดุล             
- มีแนวโน้มสู่คามซับซ้อน             
- มีหลายเส้นทางเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมาย

รูปแบบการวิเคราะห์ระบบ
มุ่งเน้นกระบวนการมากกว่าผลผลิต
•  ประเมินประสิทธิภาพของระบบงาน
•  ประเมินเวลา
•  ประเมินการใช้งบประมาณ
•  ประเมินความถูกต้องของกระบวนการ
•  ประเมินผลผลิตหรือผลงาน

2. ทฤษฏีการบริหารตามสถานการณ์  (Contingency theory)
          หลักการบริหารงานที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสถานการณ์หนึ่งๆ เท่านั้น ในสถานการณ์ที่ต่างไป ผู้บริหารอาจกำหนดหลักการจากการวิเคราะห์ลักษณะเฉพาะของแต่ละสถานการณ์เพื่อกำหนดแนวทางให้เหมาะสมกับโครงสร้าง เป้าหมายและผู้ปฏิบัติงานในองค์การ

3 ทัศนะที่เกิดขึ้นใหม่
         ทฤษฏี Z  ทฤษฏีการบริหารแบบญี่ปุ่น โดย William Ouchi โดยรวมหลักการบริหารแบบอเมริกันรวมกับแบบญี่ปุ่นมีหลักการสำคัญคือ ความมั่นคงในงาน การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ รับผิดชอบปัจเจกบุคคล เลื่อนตำแหน่งช้า ควบคุมไม่เป็นทางการ แต่วัดผลเป็นทางการ สนใจภาพรวมและครอบครัว   



            หลังจากนั้นอาจารย์ก็แบ่งนักศึกษาเป็นสองฝั่ง เพื่อให้นักศึกษาช่วยกันวางแผนว่าถ้าเกิดนักศึกษาเป็นผู้บริหารโรงเรียน นักศึกษาจะมีการวางแผนบริหารโรงเรียนของตนเองอย่างไร หลังจากที่นักศึกษาทั้งสองฝั่งได้คิดปรึกษากันเสร็จแล้วก็ส่งตัวแทนของแต่ละฝั่งออกไปเขียนบอร์ดหน้าชั้นเรียนเพื่อให้เพื่อนได้เห็นในการบริหารของแต่ละฝั่งว่าระหว่าง โรงเรียนเอกชนกับรัฐบาลเราจะมีการบริหารแบบไหนบ้าง



การนำเอาไปประยุกต์ใช้

          ได้ความรู้ในเนื้อหาการเรียนเพื่อที่จะนำเอาไปปรับใช้ในการวางแผนการบริหารได้จริง และยังสามารถนำทฤษฎีแต่ละทฤษฎีไปปรับใช้ในการสอนเด็กได้ และถ้าใครอยากสอบเป็นผู้บริหารในอนาคตก็สามารถเรียนรู้จากเนื้อหานี้ได้

ประเมินผล

ประเมินตนเอง

          แต่งการสุภาพเรียบร้อย มาตรงต่อเวลา ตั้งใจเรียนและฟังขณะที่อาจารย์กำลังสอน ให้ความร่วมมือในการตอบคำถามหรือทำกิจกรรมต่างๆ

ประเมินเพื่อน

          เพื่อนแต่งกายสุภาพเรียบร้อย มาตรงต่อเวลา ตั่งใจฟังอาจารย์ในขณะที่อาจารย์สอน ให้ความร่วมมือในขณะทำกิจกรรมอย่างเต็มที่

ประเมินอาจารย์

          อาจารย์แต่งกายสุภาพเรียบร้อย มาตรงต่อเวลา พูดจาไพเราะเป็นกันเอง อาจารย์เตรียมเนื้อหาการสอนมาได้ดีและเข้าใจง่าย อาจารย์มีเทคนิกการสอนที่ให้นักศึกษาได้เรียนรู้และเข้าใจง่าย



วันศุกร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561


บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 1

วันพุธที่ 17 มกราคม พ.ศ.2561

เนื้อหาการเรียนการสอน
        
        

             วันนี้เป็นการเรียนวันแรกของรายวิชาการบริหารจัดการสถานศึกษาปฐมวัย บรรยากาศภายในห้องเรียนครึกครื้นมาก อาจารย์ได้พูดคุยกับนักศึกษาก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาการเรียน หลังจากนั้นอาจารย์ก็ได้พูดคุยเกี่ยวกับแนวการสอน ( course syllabus ) ว่าภายในเทอมนี้เราจะเรียนเกี่ยวกับอะไรบ้างเพื่อให้นักศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับรายวิชานี้ หลังจากที่อาจารย์ได้อธิบายเกี่ยว ( course syllabus ) เสร็จเรียบร้อยแล้วอาจารย์ก็ได้มอบหมายงานงานให้นักศึกษาทำ blogger และให้นักศึกษาได้ไปค้นคว้าหาคำคมเกี่ยวกับการบริหารเพื่อเอามานำเสนอเป็นรายบุคคล


ตัวอย่างคำคมเกี่ยวกับการบรการ




             หลังจากนั้นอาจารย์ก็ลองให้นักศึกษาตอบคำถามก่อนเรียน เพื่อที่อาจารย์จะได้รู้ว่านักศึกษามีความเข้าใจมากน้อยเพียงใดเกี่ยวกับรายวิชานี้





การนำเอาไปประยุกต์ใช้

            ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการบริหารสถานศึกษาปฐมวัย เพื่อที่จะได้นำความรู้ที่เรียนมาเอาไปปรับใช้และใช้สอนเด็กได้จริงในอนาคต

ประเมินผล

ประเมินตนเอง

           แต่งกานมาเรียนสุภาพเรียบร้อย มาตรงต่อเวลา ตั้งใจฟังขณะที่อาจารย์สอน ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมอย่างเต็มที่

ประเมินเพื่อน

           เพื่อนๆแต่งกายมาเรียนสุภาพเรียบร้อย ส่วนมากจะมาตรงต่อเวลา ตั้งใจเรียนกันทึุกคน ให้ความร่วมือในการทำกิจกรรมอย่างเต็มที่

ประเมินอาจารย์ 
          

           อาจารย์แต่งกายมาสอนสุภาพเรียบร้อย พูดจาไพเราะและเป็นกันเองมาก มาตรงต่อเวลา และทบทวนสอนสิ่งที่นักศึกษาไม่ค่อยเข้าใจสอนให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น